ความรู้กฎหมาย – Bangkok Business Law กฎหมายธุรกิจกรุงเทพ / สำนักงานกฎหมายมืออาชีพที่คุณวางใจได้ Mon, 24 Jun 2024 16:33:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.7 /wp-content/uploads/2022/08/cropped-bbl-logo-icon-60-32x32.webp ความรู้กฎหมาย – Bangkok Business Law กฎหมายธุรกิจกรุงเทพ / 32 32 How To ฟ้องชู้ เรียกค่าเสียหาย /articles/how-to-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b9%89/ Mon, 24 Jun 2024 16:33:15 +0000 /?p=2490

การฟ้องชู้: ขั้นตอนและวิธีการ

การฟ้องชู้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่คู่สมรสสามารถใช้เพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติของตนเอง ในกรณีที่คู่สมรสมีพฤติกรรมชู้สาวกับบุคคลที่สาม โดยบทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการฟ้องชู้และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

คำจำกัดความของการฟ้องชู้

การฟ้องชู้หมายถึงการดำเนินคดีในศาลที่คู่สมรสหนึ่งกล่าวหาคู่สมรสอีกคนว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลที่สาม การฟ้องชู้มักจะต้องใช้หลักฐานชัดเจนเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา

ขั้นตอนการฟ้องชู้

1.    การรวบรวมหลักฐาน: การฟ้องชู้ต้องมีหลักฐานที่แน่นหนา เช่น ภาพถ่าย, วิดีโอ, ข้อความแชท, และพยานบุคคล การรวบรวมหลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้การฟ้องชู้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

2.    การปรึกษาทนายความ: ก่อนการยื่นฟ้องชู้ ควรปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ในการจัดการคดีฟ้องชู้ ทนายความจะให้คำแนะนำและช่วยร่างคำฟ้องให้ถูกต้องตามกฎหมาย

3.    การยื่นคำฟ้องต่อศาล: ทนายความจะช่วยยื่นคำฟ้องชู้ต่อศาลที่มีอำนาจพร้อมชำระค่าธรรมเนียมศาล การยื่นฟ้องชู้ต้องมีการระบุรายละเอียดและข้อกล่าวหาที่ชัดเจน

4.    การพิจารณาคดีในศาล: ศาลจะนัดวันพิจารณาคดีและเรียกทั้งสองฝ่ายมาให้การ การฟ้องชู้จะต้องมีการนำเสนอหลักฐานและพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา

5.    การตัดสินคดี: หากศาลพิจารณาว่าข้อกล่าวหามีมูล ศาลจะตัดสินให้คู่สมรสที่กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การฟ้องชู้กับผลกระทบทางจิตใจ

การฟ้องชู้อาจมีผลกระทบทางจิตใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ควรพิจารณาเรื่องการเจรจาและการประนีประนอมก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการฟ้องชู้

การฟ้องชู้ในทางกฎหมายไทย

ในประเทศไทย การฟ้องชู้เป็นสิทธิ์ของคู่สมรสที่ถูกละเมิดสิทธิในการเป็นคู่สมรส กฎหมายไทยระบุว่าการฟ้องชู้สามารถทำได้หากมีหลักฐานชัดเจนว่าคู่สมรสมีพฤติกรรมชู้สาวกับบุคคลที่สาม

คำแนะนำสำหรับการฟ้องชู้

1.    การรวบรวมหลักฐานที่แน่นหนา: การฟ้องชู้ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ

2.    การปรึกษาทนายความ: ทนายความจะช่วยให้กระบวนการฟ้องชู้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

3.    การเตรียมตัวทางจิตใจ: การฟ้องชู้อาจเป็นเรื่องที่ยากและมีผลกระทบทางจิตใจ ดังนั้นควรเตรียมตัวและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น

การฟ้องชู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความระมัดระวังในการจัดการ หากคุณมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมติดต่อทนายความ บริษัท กฎหมายธุรกิจกรุงเทพ จำกัด โทร. 02 312 3789  Email: info@bangkokbusinesslaw.com /

 

]]>
กฎหมายทั่วไปในชีวิตประจำวันที่คนไทยควรรู้ /articles/everyday-law/ Tue, 12 Sep 2023 07:08:35 +0000 /?p=2467 กฎหมายทั่วไปเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรรู้ เพื่อรักษาผลประโยชรน์ของตนเอง หรือเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้กระทำผิด ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีกฎหมายสำคัญที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันดังนี้

กฎหมายเกี่ยวกับตัวเอง

การแจ้งเกิด

บุคคลจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยสภาพ เริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วรอดอยู่เป็นทารก โดยเมื่อมีคนเกิดในบ้านหรือโรงพยาบาล ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดาเตรียมเอกสารต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เป็นต้น ไปแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ ภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด แต่ในกรณีที่เกิดที่อื่นๆ และไม่อาจแจ้งได้ตามกำหนด ให้แจ้งภายหลังได้แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน ซึ่งในการแจ้งเกิดนั้นเจ้าหน้าที่จะออกใบสูติบัตรให้ผู้แจ้ง ดังนั้น ผู้แจ้งจะต้องเตรียมตั้งชื่อของเด็กไปให้เรียบร้อย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกลงในสูติบัตรในคราวเดียวกัน

การแจ้งการตาย

สภาพบุคคลสิ้นสุดลงเมื่อตายทางกฎหมายนั้นได้มีการรับรองการตายไว้ 2 กรณี คือ การตายโดยธรรมชาติ และตายโดยผลของกฎหมาย ซึ่งการตายโดยธรรมชาติ หมายถึง การตายตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์โดยถือเอาระบบหายใจหยุดทำงาน กล่าวคือ หัวใจหยุดเต้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะป่วยตาย ถูกฆ่าตาย หรือประสบอุบัติเหตุตาย และการตายโดยผลของกฎหมาย คือ การที่กฎหมายให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ซึ่งในความเป็นจริงบุคคลนั้นอาจตายหรือยังไม่ตายก็ได้ การตายโดยผลของกฎหมายจะเป็นเรื่องของการสาบสูญ
เมื่อมีคนตายให้เจ้าบ้าน หรือบุคคลที่ไปกับผู้ตาย หรือผู้พบศพ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวแจ้งการตายต่อนายทะเบียนภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากตาย แต่ถ้าหากพื้นที่ใดมีการเดินทางที่ยากลำบาก สามารถแจ้งตายได้ภายใน 7 วัน

กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว

การหมั้น

การหมั้น คือ สัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงว่าจะได้ทำการสมรสกัน ในการหมั้นทั้งฝ่ายชาย และหญิงต้องสมัครใจและมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์หากคู่หมั้นเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาเสียก่อน โดยต้องมีของหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่หญิงคู่หมั้น หากต่อมาฝ่ายใดปฏิเสธ ไม่ยอมทำการสมรส อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเรียกค่าทดแทนได้ และหากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกของหมั้นคืนได้

การสมรส

การสมรส หมายถึง การที่ชายและหญิงสมัครใจเข้ามาอยู่กินฉันสามีภริยา โดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ในการสมรสนั้นชายและหญิงต้องมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ผู้เยาว์จะทำการสมรสได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา หากชายและหญิงเป็นญาติสืบสายโลหิตต่อกัน หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดามารดาเดียวกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนวิกลจริตหรือเป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ การสมรสจะตกเป็นโมฆะ ในส่วนของทรัพย์สินระหว่างสามี ภริยามี 2 ประเภทคือ สินส่วนตัว ซึ่งอยู่ในอำนาจจัดการของผู้เป็นเจ้าของเพียงฝ่ายเดียว และสินสมรส ซึ่งจะต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น จะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่าสามร้อยสิบวัน

การคุ้มครองบุตร

ตามกฎหมายจะถือว่าบุตรนั้นเป็นของมารดาเสมอ สามี ภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีบุตรด้วยกันถือว่าบุตรนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกันถือว่าบุตรที่เกิดนั้นเป็นบุตรนอกสมรส ซึ่งจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ต่อเมื่อบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง หรือบิดาได้ให้การจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร

มรดก

มรดก หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่ และความรับผิดชอบต่างๆ เมื่อบุคคลได้ถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตามการใช้กฎหมายในเรื่องมรดกนั้นไม่ใช้กับ 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ในกรณีที่โจทก์และจำเลยเป็นคนอิสลาม โดยปกติแล้วทรัพย์สินทุกอย่างที่มีในขณะนั้นจะตกทอดไปยังทายาททันทีเมื่อเจ้ามรดกตาย หากผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ผู้ใดก็จะเป็นไปตามพินัยกรรม หากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ กฎหมายกำหนดให้มรดกตกทอดแก่ทายาท

นิติกรรม

“นิติกรรม” หมายถึง การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิและการกระทำที่จะผูกพันบังคับได้ตามกฎหมายนั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องไม่เป็นบุคคลผู้หย่อนความสามารถ อันได้แก่ ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ และคน เสมือนไร้ความสามารถ หากบุคคลผู้หย่อนความสามารถทำนิติกรรมใดๆ จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการให้สัตยาบัณจากผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของ 4 บุคคลดังกล่าว

การซื้อขาย และสัญญาซื้อขาย

สัญญาซื้อขาย ได้แก่ สัญญาซึ่งผู้ขาย มอบกรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของเหนือทรัพย์สินแก่ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อตกลงจะให้ราคาทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ขาย สัญญาซื้อขายมีอยู่ 2 ชนิด คือ สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ คือ สัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้ซื้อทันทีอย่างเด็ดขาดเมื่อซื้อขายสำเร็จ และสัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อในขณะที่ทำสัญญาซื้อขายกัน แต่เป็นสัญญาซึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อในเวลาภายหน้า เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น

สัญญาขายฝาก

สัญญาขายฝาก ได้แก่ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยที่มีข้อตกลงขณะซื้อขายกันว่าผู้ขายฝากสามารถซื้อหรือไถ่ทรัพย์สินกลับคืนได้ในระยะเวลาที่ตกลงกัน ถ้าเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ต้องกำหนดเวลาใช้สิทธิไถ่คืนสูงสุดไว้ไม่เกิน 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่มีการซื้อขายฝากกัน กฎหมายระบุไว้ว่าให้กำหนดสินไถ่ได้สูงสุดไม่เกินราคาที่ขายฝากกับประโยชน์ตอบแทนไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าตกลงกันไว้เกินกว่านั้น ผู้ขายฝากสามารถใช้สิทธิไถ่ได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ได้กำหนดว่าสินไถ่มีอัตราเท่าใดใ ห้ผู้ขายฝากไถ่ได้ตามราคาที่ขายฝากไว้ หากผู้ซื้อฝากไม่ยอมให้ผู้ขายฝากใช้สิทธิไถ่ ผู้ขายฝากสามารถนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งกฎหมายถือว่าทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของผู้ขายฝากทันที

สัญญาเช่าทรัพย์

สัญญาเช่าทรัพย์ ได้แก่ สัญญาซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้บุคคลซึ่งเรียกว่า ผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันจำกัด โดยผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น การเช่าทรัพย์มิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และมีกำหนดเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เพียงแต่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ก็นำทรัพย์นั้นไปให้เช่าได้ แต่ผู้เช่าทรัพย์จากผู้อื่นไว้จะนำไปให้เช่าต่อไม่ได้ เว้นแต่ว่าจะมีข้อตกลงในสัญญาเช่าอนุญาตไว้ สัญญาเช่าจะระงับลงเมื่อถึงกำหนดตามที่ตกลงกันไว้ หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาล่วงหน้าก่อนกำหนดชำระค่าเช่าที่

สัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่งเจ้าของนำเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิของผู้เช่าเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบตามจำนวน สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือหรือเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดกัน และสามารถกลับเข้าครอบครองสินทรัพย์ รวมทั้งริบเงินซึ่งผู้เช่าซื้อชำระมาแล้วได้ แต่ถ้าผู้เช่าซื้อทำผิดสัญญาโดยไม่ชำระเงินงวดสุดท้าย ผู้ให้เช่าซื้อจะยึดทรัพย์สินกลับคืนและริบที่ชำระแล้วไว้ได้ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกงวดหนึ่งแล้ว

สัญญากู้ยืม

สัญญากู้ยืม หมายถึง สัญญาซึ่งผู้ที่ผู้กู้ตกลงยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ให้กู้และตกลงว่าจะคืนเงินตามกำหนดที่ตกลงกันไว้ โดยผู้กู้ให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้เป็นค่าตอบแทน การกู้ยืมเงินจะมีผลต่อเมื่อมีการส่งมอบเงินให้แก่ผู้กู้และการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป โดยผู้ให้กู้จะเรียกดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แม้ผู้กู้จะยินยอมให้เรียกดอกเบี้ยสูงกว่านี้ก็ไม่มีผล แต่หากไม่ได้ระบุไว้ ผู้ให้กู้มีสิทธิได้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่สถาบันการเงินสามารถเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้หากผู้กู้บิดพลิ้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญา กฎหมายกำหนดอายุความไว้ให้ต้องฟ้อง ภายใน 10 ปี นับแต่วันถึงกำหนดชำระเงินคืน

]]>
จัดการมรดกง่ายๆ เพียงรู้ 9 คำถามนี้ /articles/9questions-about-inheritance/ Fri, 02 Sep 2022 02:53:13 +0000 /?p=2074 การจัดการมรดกเป็นสิ่งที่เราทุกคนเห็นเป็นเรื่องไกลตัว ทำให้การจัดสรรมรดก หรือการจัดการมอบอำนาจต่างๆ รวมไปถึงการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมรดกเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่าทำความเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นก็ควรหาข้อมูลไว้ด้วย แต่จะเริ่มหาจากไหนดี บทความนี้มีคำตอบ เพียงตั้งคำถามกับตัวเอง 9 คำถาม คุณสามารถจัดการมรดกได้เลย

1. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจอะไร

  • ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะจัดการอันจำเป็นเผื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งในพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก (ป.พ.พ.ม. 1719)
  • ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีหน้าที่จัดการมรดก แต่กำหนดนี้ ผู้จัดการมรดกอาจขอขยายก่อนสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือน ศาลจะอนุญาตให้ขยายต่อไปอีกก็ได้ (ป.พ.พ.ม 1729)

2. จำเป็นต้องมีทนายความหรือไม่

  • กรณีที่ไม่มีข้อพิพาท คือ ไม่มีผู้คัดค้านการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำเป็นต้องมีทนายความ สามารถไปติดต่อขอนิติกรของแต่ละศาลได้เลย
  • กรณีมีข้อพิพาท จำเป็นต้องมีทนายความ เพื่อเตรียมข้อกฎหมายและเอกสาร

3. การร้องขอจัดการมรดก กฎหมายกำหนดเงื่อนไขสำคัญต่างๆไว้อย่างไรบ้าง

กฎหมายกำหนดเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า เมื่อบุคคลใด (เจ้ามรดก) ถึงแก่ความตาย ทรัพย์ มรดกของบุคคลนั้นจะตกทอดแก่ทายาททันที (ป.พ.พ. มาตรา 1599 – 1600) ในกรณีที่ทายาทของบุคคลนั้นไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ เช่น ธนาคารไม่ยอมให้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ตาย หรือสำนักงานที่ดินไม่ยอมเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้ ทายาท หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็จำต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท

4. ผู้จัดการทรัพย์มรดกต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

  • ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1718) กำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการทรัพย์มรดกไว้ ดังนี้
  • ต้องบรรลุนิติภาวะ (หรือมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์)
  • ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และ
  • ต้องไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย

5. ใครเป็นผู้มีสิทธิยื่นขอจัดการมรดกได้บ้าง

ผู้มีสิทธิยื่นขอจัดการมรดกต้องเป็นทายาท หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออัยการ

  • ทายาท แบ่งเป็น ผู้รับพินัยกรรม และทายาทโดยธรรม ส่วนคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายที่ยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรม
  • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดก เช่น ภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส แต่มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับเจ้ามรดก
  • พนักงานอัยการอาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ เช่น กรณีที่มรดกตกทอดแก่ผู้เยาว์ที่ไม่มีญาติ และผู้ปกครอง หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก

** หมายเหตุ บุคคลดังกล่าวข้างต้นจะร้องขอการจัดการทรัพย์มรดกได้ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อไขในบทบัญญัติตาม ป.พ.พ มาตรา 1713 ด้วย

6. จะต้องไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกที่ศาลไหน

  1. ตามกฎหมาย (ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา) กำหนดว่า
  2. ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะที่ถึงแก่ความตาย
  3. ศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่ในเขตศาลนั้น กรณีเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

7. จะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

  • หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องขอกับผู้ตาย เช่น ทะเบียนสมรส หรือสูติบัตร เป็นต้น
  • ใบมรณบัตรของผู้ตาย
  • สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย
  • หลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เช่น โฉนดที่ดิน, สมุดเงินฝากธนาคาร, ทะเบียนรถ ฯลฯ
  • บัญชีเครือญาติ
  • หนังสือแสดงความยินยอมของทายาทให้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
  • ในกรณีร้องขอให้บุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลนั้น
  • พินัยกรรม (ถ้ามี)
  • ใบเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล กรณีมีการเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล

8. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในวันยื่นคำร้อง
• ค่าขึ้นศาล 200 บาท
• ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท ค่าใช้จ่ายในวันนัดไต่สวน
• ค่าถ่ายเอกสารคำสั่งศาล
• ค่ารับรองสำเนาถูกต้อง ฉบับละ 50 บาท ค่าใบสำคัญเพื่อแสดงความคำสั่งถึงที่สุด ฉบับละ 50 บาท

9. ใช้ระยะเวลาดำเนินการเท่าไร

นับแต่วันที่ได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ศาลจะนัดไต่สวนคำร้องไม่เกิน 45 วัน ซึ่งในวันนัดผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ต้องไปศาลพร้อมพยานหลักฐานต่างๆ (ต้นฉบับเอกสารต่างๆ ถ้ามี) ใช้เวลาในการไต่สวนประมาณครึ่งชั่วโมง

]]>
ข้อควรรู้ ก่อนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า /articles/things-to-know-before-registering-a-trademark/ Fri, 02 Sep 2022 02:12:32 +0000 /?p=2071 ปัจจุบันมีบริษัทเปิดใหม่หลายที่ และแต่ละที่ย่อมมีสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองของบริษัทนั้นๆอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการ ชนิดของสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกบริษัทมีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ เครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้า คืออะไร

เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ หรือตรา ที่ใช้กับสินค้า หรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ พรบ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark)
    คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า บรีส เป็นต้น
  2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark)
    คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้น แจกจ่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร เป็นต้น
  3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)
    คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรอง หรือจะใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการของบุคคอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้นๆ เช่น ฮาลาล มิชลินสตาร์ เป็นต้น
  4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark)
    คือ เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัท หรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐ หรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

  1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นที่ทางราชการอกให้ (สำเนา 1 ฉบับ) กรณีผู้ขอจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา
  2. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (สำเนา 1 ฉบับ) กรณีเป็นบุคคลสัญชาติต่างประเทศ เว้นแต่จะได้ส่งเอกสารหนังสือตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ ตามข้อ 4
  3. หนังสือรับรองนิติบุคคลที่ต้องออกให้ไม่เกิน 6 เดือนนับถึงวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีผู้ขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เว้นแต่ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งได้ส่งเอกสารหนังสือตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ ตามข้อ 4 โดยมีการระบุข้อความรับรองการเป็นนิติบุคคลในต่างประเทศไว้ด้วยแล้ว ไม่ต้องส่งหนังสือรับรองนิติบุคคลก็ได้
  4. หนังสือตั้งตัวแทนหรือหนังสือมอบอำนาจ และบัตรประจำตัวของตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ (สำเนา 1 ฉบับ) ติดอาการแสตมป์ 30 บาทต่อตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ 1 คน
  5. คำขอจดทะเบียน พร้อมติดรูปเครื่องหมายที่ขอจดทะเบียน ขนาด 5×5 เซนติเมตร (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ เครื่องหมายจะต้องแสดงด้านกว้าง ด้านยาว และด้านลึก โดยจะแสดงในรูปเดียวกันหรือไม่ก็ได้
  6. คำบรรยายลักษณะกลุ่มของสี ในกรณีขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นกลุ่มของสี (ฉบับจริง 1 ฉบับ) ให้ผู้ขอจดทะเบียนบรรยายอย่างชัดเจนว่ากลุ่มของสีที่ขอจดทะเบียนประกอบด้วยสีใดบ้าง และแต่ละสีจัดวางหรือจัดเรียงอยู่ในลักษณะใด โดยระบุในใบต่อ (แบบ ก.11)
  7. คำพรรณนารูปร่างหรือรูปทรง ในกรณีขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ (ฉบับจริง 1 ฉบับ) ผู้ขอจะมีหรือไม่ก็ได้
  8. หนังสือให้ความยินยอมของเจ้าของลายมือชื่อ (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีเครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนเป็นลายมือชื่อ
  9. หนังสือให้ความยินยอมที่จะใช้ภาพบุคคลเป็นเครื่องหมายจากบุคคลนั้น (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีเครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนเป็นภาพบุคคล/กรณีที่บุคคลนั้นตายแล้วต้องได้รับความยินยอมจากบุพการี ผู้สืบสันดาน และคู่สมรสของบุคคลนั้น(ถ้ามี)
  10.  บัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้ให้ความยินยอม (สำเนา 1 ฉบับ) กรณีเครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนเป็นภาพของบุคคล
  11.  ข้อบังคับว่าด้วยการใช้เครื่องหมายรับรอง (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายรับรอง
  12.  บัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิใช้ และเอกสารหลักฐานหรือคำชี้แจงที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายร่วม (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายร่วม
  13.  คำขอถือสิทธิ (แบบ ก.10) พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอถือสิทธิ (ฉบับจริง 1 ฉบับ) กรณีขอใช้สิทธิย้อนหลังตามมาตรา 28 หรือ 28ทวิ/ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถส่งเอกสารหลักฐานประกอบคำขอใช้สิทธิย้อนหลังตามมาตรา 28 หรือ 28 ทวิ มาพร้อมกับคำขอใช้สิทธิ (แบบ ก.10) ได้ ผู้ขอสามารถขอผ่อนผันการส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าว โดยให้ยื่นหนังสือขอผ่อนผัน (แบบ ก.19) มาพร้อมกับคำขอใช้สิทธิ(แบบ ก.10)
]]>
คิดดีๆก่อนพิมพ์ 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ พรบ. คอมฯ /articles/5-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1/ Fri, 19 Aug 2022 02:57:55 +0000 /?p=1961 พรบ. คอมฯ มีชื่อเรียกเต็มๆว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ปัจจุบัน เป็นฉบับที่ 2 โดยฉบับเดิม เป็นฉบับของปี 2550 นำมาปรับปรุงเนื้อหาให้ครอบคลุมขึ้น ในบทความนี้ จะยกตัวอย่างเคสออนไลน์ ดังนี้

ด่าประจานคนอื่นโพสลงเฟสบุ๊คหรือคอมเม้นท์หรือแชร์ ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เรื่องการหมิ่นประมาทออนไลน์ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาฯ โทษสูงสุดปรับ 200,000 คุกสูงสุด 5 ปี

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตโซเชี่ยลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตผู้คนเรามากขึ้นทุกวัน ทำให้ “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์” จึงเพิ่มมากขึ้นด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จึงถูกตราขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหานี้ เพิ่มเติมนอกเหนือจาก ป.อาญา เรื่องหมิ่นประมาท

พรบ. คอม

อะไรคือความผิดตามพรบ. คอมฯ มาตรา 14(1)

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ระบุว่า “ผู้ใด …. (1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” การเขียนกฎหมายเช่นนี้เป็นการเปิดให้ต้องตีความอยู่มาก ทำให้ลักษณะของความผิดที่ฟ้องร้องเป็นคดีความกันด้วยมาตรา 14(1) มีความหลากหลาย ดังต่อไปนี้

ความผิดต่อระบบ เช่น การปลอมแปลงไฟล์เพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์

การหลอกลวง ฉ้อโกง เช่น การปลอมหน้าเว็บไซต์ว่าเป็นเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน

การหมิ่นประมาท

อะไรคือสิ่งที่พรบ. คอมฯ มาตรา 14(1) มุ่งคุ้มครอง

องค์ประกอบความผิดที่สำคัญใน มาตรา 14(1) คือ “ข้อมูลความพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ซึ่งไม่เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาทที่ไม่สนใจว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ แม้เป็นความจริงแต่หากทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

อีกทั้งจุดประสงค์แรกเริ่มของการออกกฎหมายมาตรานี้ ก็เพื่อป้องกันและปราบปรามการปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ เช่น การปลอมหน้าเว็บไซต์ให้ผู้ใช้เข้าใจผิดเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้ หรือที่เรียกว่า ฟิชชิ่ง เป้าหมายของมาตรา 14(1) จึงเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายอาญาเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งความผิดฐานปลอมเอกสาร ในประมวลกฎหมายอาญา มีความหมายเฉพาะกระดาษหรือวัตถุอื่นใดที่มีรูปร่างและจับต้องได้เท่านั้น ยังไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมการปลอมแปลงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้

แต่ตามสถิติกลับพบว่ามาตรา 14(1) ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับเรื่องการหมิ่นประมาทเป็นส่วนมาก ทำให้เกิดคำถามว่า การบังคับใช้มาตรา 14(1) กับการหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์ เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์แล้วหรือไม่

ผลกระทบของการใช้ มาตรา 14(1) ในฐานความผิดหมิ่นประมาท

  1. เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากความผิดฐานหมิ่นประมาทมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว แม้จะเป็นการกระทำบนอินเทอร์เน็ต ก็มีความผิดหมิ่นฐานประมาทโดยการโฆษณาอยู่แล้ว ทำให้เกิดความสับสนในการตีความการบังคับใช้กฎหมาย และทำให้คดีความรกโรงรกศาล แต่ข้อแตกต่างคือ พรบ.คอมฯต้องเป็นเรื่องที่ไม่จริงคือเท็จเท่านั้นจึงจะผิด ส่วน ป.อาญา จริงก็ผิด เท็จก็ผิด
  2. อัตราโทษที่สูง ความผิดตามมาตรา 14(1) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ขณะที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณามีอัตราโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) มาใช้ฟ้องร้องในประเด็นการหมิ่นประมาทจึงทำให้จำเลยต้องแบกรับอัตราโทษที่หนักขึ้น
  3. ยอมความไม่ได้ คดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว คดีจำนวนไม่น้อยเมื่อขึ้นสู่ชั้นศาลแล้วสามารถตกลงชดใช้ค่าเสียหาย หรือกล่าวขอโทษกัน ก็ทำให้คดีความจบกันไปได้ แต่ความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ไม่ใช่ความผิดที่ยอมความได้ แม้ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันได้จนคดีหมิ่นประมาทจบลงแล้ว ความผิดตามมาตรา 14(1) ก็ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ส่งผลกระทบต่อตัวจำเลยและทำให้คดีรกโรงรกศาลโดยไม่จำเป็น
  4. ไม่มีหลักเรื่องความสุจริตหรือประโยชน์สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329-330 การหมิ่นประมาทที่กระทำไปโดยการติชมด้วยความสุจริต หรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เป็นเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษได้ แต่ความผิดตามมาตรา 14(1) แม้เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม ก็ไม่สามารถอ้างเหตุเหล่านี้ขึ้นต่อสู้คดีได้
  5. คุกคามเสรีภาพสื่อ เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อออนไลน์เกิดขึ้นมาก แม้แต่สื่อกระแสหลักก็พัฒนาช่องทางออนไลน์ให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสาร เมื่อมีคดีความหมิ่นประมาทเกิดขึ้น มาตรา 14(1) ก็มักถูกฟ้องพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งเพิ่มภาระของสื่อหรือผู้ถูกกล่าวหาในการสู้คดี และปัจจุบันแนวโน้มการฟ้องร้องสื่อ ด้วยมาตรา 14(1) ก็มีสูงขึ้น กระทบต่อการบรรยากาศการใช้เสรีภาพในสังคม

จากการที่คอมพิวเตอร์และสื่อโซเชี่ยล มีบทบาทกับชีวิตและสังคมในปัจจุบัน และ มีอิทธิพลกับสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งการโพสข้อความที่เป็นเท็จ หรือเป็นการต่อว่าพาดพิงถึงบุคคลอื่นๆ รวมทั้ง แชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อผ่านสื่อโซเชี่ยลต่างๆ อาจทำให้เข้าข่ายความผิด พรบ. คอมพิวเตอร์

]]>